ปิดอัพเดท Windows 10 และ Windows 11 แบบชั่วคราวและถาวร ทำได้กี่วิธี (2026)

อัปเดต 16 ตุลาคม 2026

วิธีปิดอัพเดท Windows 10 และ Windows 11 ที่ปลอดภัยที่สุดคือใช้ปุ่ม Pause updates ใน Settings > Windows Update ซึ่งหยุดได้ครั้งละไม่เกิน 35 วัน ถ้าปัญหาจริงคือเครื่องรีสตาร์ทกลางงาน ให้ตั้ง Active hours ส่วนการปิดอัพเดทถาวรด้วย Group Policy หรือ Services ทำได้ แต่ทำให้เครื่องไม่ได้แพตช์ความปลอดภัย ควรใช้เป็นการชั่วคราวและเปิดกลับเมื่อพร้อม

สรุปสั้น

  • Pause updates หยุดได้สูงสุด 35 วันต่อครั้ง ครบแล้ว Windows จะอัพเดทเองก่อนให้หยุดรอบใหม่ (Windows 11 รุ่นใหม่บางเครื่องต่อเวลาได้เรื่อย ๆ)
  • Active hours กันไม่ให้รีสตาร์ทในช่วงเวลาที่ตั้งไว้ ได้สูงสุด 18 ชั่วโมงต่อวัน
  • Metered connection ลดการดาวน์โหลดอัพเดท แต่ไม่ได้หยุดทั้งหมด
  • Windows Pro ใช้ Group Policy ชื่อ Configure Automatic Updates เพื่อให้แจ้งเตือนก่อนดาวน์โหลดได้
  • ไม่แนะนำโปรแกรมบล็อกอัพเดทจากภายนอก และการปิดบริการใน Services อาจถูก Windows เปิดกลับเอง

เลือกวิธีให้เหมาะกับสิ่งที่ต้องการ

คนที่ค้นหาวิธีปิดอัพเดท Windows ส่วนใหญ่มีเหตุผลไม่กี่แบบ เช่น เครื่องรีสตาร์ทเองตอนกำลังทำงาน เน็ตมือถือหมดเร็วเพราะดาวน์โหลดอัพเดท หรืออัพเดทแล้วโปรแกรมบางตัวใช้ไม่ได้ แต่ละปัญหามีวิธีที่ตรงจุดกว่าการปิดอัพเดททิ้ง ดูตารางนี้ก่อนเลือก

ปัญหาที่เจอ วิธีที่แนะนำ ใช้ได้กับ ความเสี่ยง
ช่วงนี้ไม่อยากให้อัพเดทเลย เช่น ช่วงสอบหรือส่งงาน Pause updates Home และ Pro ต่ำ
เครื่องรีสตาร์ทเองตอนทำงาน Active hours Home และ Pro ต่ำ
ใช้เน็ตมือถือหรือแชร์ฮอตสปอต Metered connection Home และ Pro ต่ำ
อยากให้ถามก่อนดาวน์โหลดทุกครั้ง Group Policy Pro, Enterprise, Education ปานกลาง
ต้องการหยุดเด็ดขาดระยะหนึ่ง ปิดบริการใน Services ทุกรุ่น สูง
เช็คเวอร์ชันก่อนเริ่ม

กด Win + R พิมพ์ winver แล้วกด Enter จะเห็นว่าเครื่องเป็น Windows 10 หรือ 11 และเวอร์ชันอะไร ถ้าอยากรู้ว่าเป็นรุ่น Home หรือ Pro ดูได้ที่ Settings > System > About หรืออ่าน วิธีเช็คสเปคคอม

หยุดอัพเดทชั่วคราวด้วย Pause updates

Pause updates เป็นวิธีที่ Microsoft ทำไว้ให้ผู้ใช้หยุดอัพเดทเองโดยตรง ใช้ได้ทั้ง Windows 10 และ 11 ทุกรุ่น ต้องล็อกอินด้วยบัญชีที่เป็นผู้ดูแลระบบ (administrator) ตามหน้า Microsoft Support หยุดได้สูงสุด 35 วันนับจากวันปัจจุบัน และเมื่อครบกำหนด Windows จะกลับมาอัพเดทตามปกติ

Windows 11

  1. เปิด Settingsกด Win + I แล้วเลือก Windows Update ที่แถบด้านซ้าย
  2. เลือกระยะเวลาที่หัวข้อ Pause updates กดเลือกจำนวนสัปดาห์ เช่น Pause for 1 week หรือเลือกช่วงที่ยาวกว่าจากรายการ เครื่องที่ได้อัพเดทรุ่นใหม่จะเห็นตัวเลือก Pick a date ให้เลือกวันสิ้นสุดจากปฏิทินได้
  3. ตรวจวันสิ้นสุดหน้า Windows Update จะแสดงว่าหยุดถึงวันไหน ถ้าต้องการให้อัพเดทก่อนกำหนด กด Resume updates ได้ทุกเมื่อ

Windows 10

  1. เปิดหน้าอัพเดทไปที่ Settings > Update & Security > Windows Update
  2. หยุดแบบเร็วกด Pause updates for 7 days จะหยุด 7 วัน กดซ้ำเพื่อเพิ่มทีละ 7 วันได้จนถึงขีดจำกัด
  3. เลือกวันเองหรือเข้า Advanced options แล้วใช้หัวข้อ Pause updates เลือกวันที่ต้องการในรายการ Pause until

ข้อจำกัดสำคัญคือ เมื่อหยุดครบระยะสูงสุดแล้ว เครื่องต้องติดตั้งอัพเดทล่าสุดให้เสร็จก่อน จึงจะกดหยุดรอบใหม่ได้ ดังนั้น Pause updates เหมาะกับการเลื่อนอัพเดทออกไปช่วงที่สะดวก ไม่ใช่การปิดตลอดไป

Windows 11 รุ่นใหม่ ต่อเวลาหยุดได้เรื่อย ๆ

ตั้งแต่กลางปี 2026 Microsoft ทยอยปล่อยหน้า Pause updates แบบใหม่ที่มีปฏิทินให้เลือกวัน และให้กดขยายเวลาก่อนครบกำหนดได้หลายครั้ง ครั้งละไม่เกิน 35 วัน ฟีเจอร์นี้ทยอยเปิดให้ทีละกลุ่ม บางเครื่องจึงยังไม่เห็น ถ้าเครื่องยังเป็นหน้าแบบเดิม ให้ใช้กฎ 35 วันตามข้างบน

เรื่อง Windows 10 ที่ควรรู้

Windows 10 หมดระยะซัพพอร์ตตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2025 เครื่องที่ยังได้แพตช์ความปลอดภัยคือเครื่องที่ลงทะเบียนโปรแกรม Extended Security Updates (ESU) ซึ่งตามหน้า ESU ของ Microsoft ขณะเขียน สำหรับผู้ใช้ทั่วไปมีอัพเดทถึง 12 ตุลาคม 2027 ถ้าใช้ Windows 10 อยู่และปิดอัพเดทไว้ เครื่องจะไม่ได้รับแพตช์ ESU ด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ Windows 10 หลังหมดซัพพอร์ต

ตั้ง Active hours กันเครื่องรีสตาร์ทตอนทำงาน

ถ้าสิ่งที่รำคาญจริง ๆ คือเครื่องรีสตาร์ทเพื่อติดตั้งอัพเดทตอนกำลังใช้งาน Active hours ตอบโจทย์กว่าการปิดอัพเดท เพราะ Windows ยังดาวน์โหลดแพตช์ตามปกติ แค่ไม่รีสตาร์ทในช่วงเวลาที่เราบอกไว้

  1. เปิดตัวเลือกขั้นสูงWindows 11 ไปที่ Settings > Windows Update > Advanced options ส่วน Windows 10 ไปที่ Settings > Update & Security > Windows Update > Change active hours
  2. เลือกแบบตั้งเองที่หัวข้อ Active hours เปลี่ยนจาก Automatically เป็น Manually
  3. กำหนดช่วงเวลาเลือกเวลาเริ่มและเวลาสิ้นสุด เช่น 07:00 ถึง 01:00 ช่วงนี้ยาวได้ไม่เกิน 18 ชั่วโมง

แบบ Automatically ให้ Windows ดูจากพฤติกรรมการใช้งานแล้วตั้งเอง เหมาะกับคนที่ใช้คอมเป็นเวลาเดิมทุกวัน ส่วนคนที่ทำงานกะดึกหรือเวลาไม่แน่นอน ตั้งเองแบบ Manually จะคุมได้มากกว่า

อีกตัวเลือกที่ช่วยได้ใน Advanced options ของ Windows 11 คือ Notify me when a restart is required to finish updating เปิดไว้แล้ว Windows จะแจ้งก่อนรีสตาร์ท ถ้าต้องการปิดเครื่องตามเวลาหลังงานเสร็จ อ่าน วิธีตั้งเวลาปิดคอม ประกอบ

ตั้งเน็ตเป็น Metered connection

เหมาะกับคนที่ต่อเน็ตจากมือถือ ใช้ซิมเน็ตแบบจำกัดปริมาณ หรือแชร์ฮอตสปอต เมื่อตั้ง Metered connection แล้ว Windows Update จะดาวน์โหลดเฉพาะอัพเดทที่ Microsoft จัดเป็นอัพเดทสำคัญ (priority updates) และอัพเดทบางรายการจะไม่ติดตั้งอัตโนมัติ

  1. เลือกเครือข่ายWindows 11 ไปที่ Settings > Network & internet > Wi-Fi แล้วคลิกชื่อ Wi-Fi ที่ต่ออยู่ ถ้าใช้สายแลน เลือก Ethernet แทน
  2. เปิด Metered connectionเลื่อนลงหาหัวข้อ Metered connection แล้วเปิดสวิตช์
  3. ตรวจตัวเลือกใน Windows Updateไปที่ Settings > Windows Update > Advanced options ให้แน่ใจว่า Download updates over metered connections ปิดอยู่

Windows 10 อยู่ที่ Settings > Network & Internet แล้วเลือก Wi-Fi หรือ Ethernet คลิกชื่อเครือข่าย และเปิด Set as metered connection

ใช้ได้เฉพาะเครือข่ายนั้น

การตั้ง metered มีผลกับเครือข่ายที่เลือกเท่านั้น ถ้าเปลี่ยนไปต่อ Wi-Fi อื่นที่ไม่ได้ตั้งไว้ Windows จะดาวน์โหลดอัพเดทตามปกติ วิธีนี้จึงไม่ใช่การปิดอัพเดท แต่เป็นการลดการใช้เน็ต

ใช้ Group Policy สำหรับ Windows Pro

Group Policy Editor มีในรุ่น Pro, Enterprise และ Education เท่านั้น รุ่น Home ไม่มี วิธีนี้ไม่ได้ปิดอัพเดททิ้ง แต่เปลี่ยนให้ Windows แจ้งเราก่อนดาวน์โหลดหรือก่อนติดตั้ง เราจึงเลือกได้ว่าจะอัพเดทเมื่อไร

  1. เปิด Group Policy Editorกด Win + R พิมพ์ gpedit.msc แล้วกด Enter
  2. ไปที่โฟลเดอร์ Windows Updateไปที่ Computer Configuration > Administrative Templates > Windows Components > Windows Update บน Windows 11 ให้เข้าต่อที่ Manage end user experience ส่วน Windows 10 นโยบายมักอยู่ในโฟลเดอร์ Windows Update โดยตรง
  3. เปิดนโยบาย Configure Automatic Updatesดับเบิลคลิกนโยบายนี้ เลือก Enabled
  4. เลือกรูปแบบในช่อง Configure automatic updating เลือก 2 – Notify for download and auto install เพื่อให้แจ้งก่อนดาวน์โหลด หรือ 3 – Auto download and notify for install เพื่อให้ดาวน์โหลดไว้ก่อนแล้วถามก่อนติดตั้ง
  5. บันทึกและรีสตาร์ทกด OK แล้วรีสตาร์ทเครื่อง หรือพิมพ์ gpupdate /force ใน Command Prompt แบบ administrator

ถ้าต้องการเลื่อนอัพเดทแทนการให้แจ้งเตือน Microsoft มีนโยบายในโฟลเดอร์ย่อย Windows Update for Business (บาง build ใช้ชื่อ Manage updates offered from Windows Update) ได้แก่

นโยบาย ทำอะไร เลื่อนได้สูงสุด
Select when Quality Updates are received เลื่อนอัพเดทรายเดือน (แพตช์ความปลอดภัยและแก้บั๊ก) 30 วัน
Select when Preview Builds and Feature Updates are received เลื่อนอัพเดทใหญ่รายปี เช่น 24H2 เป็น 25H2 365 วัน
Turn off auto-restart for updates during active hours กำหนด Active hours จากนโยบาย ผู้ใช้แก้ใน Settings ไม่ได้ ไม่เกิน 18 ชั่วโมงต่อวัน
Do not include drivers with Windows Updates ไม่ให้ Windows Update ติดตั้งไดรเวอร์ เหมาะกับเครื่องที่ไดรเวอร์ใหม่มีปัญหา ไม่มีกำหนด

การเลื่อนอัพเดทใหญ่ (feature update) เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับคนที่ต้องการความเสถียร เพราะยังได้แพตช์ความปลอดภัยรายเดือนตามปกติ ต่างจากการปิดอัพเดททั้งหมด

ไม่แนะนำให้ใช้ตัวเลือก Disabled

การตั้งนโยบาย Configure Automatic Updates เป็น Disabled จะปิดอัพเดทอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงเท่ากับการปิดบริการ ถ้าเลือกทางนี้ ต้องตั้งเตือนตัวเองให้เข้ามาเช็คอัพเดทด้วยมือทุกเดือน

ปิดบริการ Windows Update ใน Services

วิธีนี้ใช้ได้ทุกรุ่นรวมถึง Home และเป็นวิธีที่แชร์กันมากที่สุดในอินเทอร์เน็ต แต่เป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุดในบทความนี้ และไม่ใช่วิธีที่ Microsoft แนะนำ ใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ และระยะสั้น

  1. เปิด Servicesกด Win + R พิมพ์ services.msc แล้วกด Enter
  2. หาบริการ Windows Updateเลื่อนหา Windows Update (ชื่อบริการ wuauserv) แล้วดับเบิลคลิก
  3. หยุดบริการกดปุ่ม Stop เพื่อหยุดการทำงานตอนนี้
  4. เปลี่ยน Startup typeในช่อง Startup type เลือก Disabled แล้วกด Apply และ OK
ข้อควรระวังของวิธีนี้

Windows 10 และ 11 มีบริการที่คอยซ่อมระบบอัพเดท เช่น Windows Update Medic Service และ Update Orchestrator Service ผู้ใช้หลายคนรายงานใน Microsoft Q&A ว่าหลังปิดไปสักพัก บริการกลับมาทำงานเอง นอกจากนี้ Microsoft Store และฟีเจอร์บางอย่างที่ต้องพึ่งบริการนี้อาจทำงานผิดปกติ ห้ามลบหรือเปลี่ยนชื่อไฟล์ระบบตามคำแนะนำในเว็บบอร์ด เพราะอาจทำให้ Windows เสียจนต้องลงใหม่

เราไม่แนะนำโปรแกรมบล็อกอัพเดทจากผู้พัฒนาภายนอก เพราะโปรแกรมพวกนี้แก้ค่าระบบหลายจุดพร้อมกัน ตรวจย้อนได้ยากว่าเปลี่ยนอะไรไปบ้าง และบางตัวปิดอัพเดทของ Microsoft Defender ไปด้วย ถ้าต้องหยุดอัพเดทจริง วิธีในตัว Windows ที่กล่าวมาครอบคลุมเกือบทุกกรณีแล้ว

ทำไมไม่ควรปิดอัพเดทถาวร

อัพเดทรายเดือนของ Windows ส่วนใหญ่เป็นแพตช์ปิดช่องโหว่ความปลอดภัย บางช่องโหว่ถูกนำไปใช้โจมตีจริงก่อนที่ Microsoft จะออกแพตช์ด้วยซ้ำ เครื่องที่ปิดอัพเดทยาว ๆ จะเสี่ยงกับมัลแวร์และแรนซัมแวร์มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้เบราว์เซอร์ เปิดอีเมล หรือดาวน์โหลดไฟล์ทุกวัน

อีกเรื่องคือ อัพเดทของ Windows สะสมต่อกัน (cumulative) ยิ่งปิดไว้นาน ตอนเปิดกลับจะต้องดาวน์โหลดก้อนใหญ่และใช้เวลาติดตั้งนานกว่าเดิม และบางครั้งเครื่องที่ค้างเวอร์ชันเก่านานเกินไปจะเลยระยะซัพพอร์ตของเวอร์ชันนั้น ต้องอัพเดทใหญ่ข้ามรุ่นทีเดียว

ถ้าเหตุผลที่ปิดคืออัพเดทแล้วเครื่องช้าหรือมีปัญหา ควรหาสาเหตุให้เจอ เช่น ไดรเวอร์บางตัว หรือพื้นที่ดิสก์ไม่พอ แทนการปิดอัพเดทตลอดไป ดูแนวทางตรวจได้ที่ คอมช้า แก้ยังไง

เปิดอัพเดทกลับคืน

เมื่อหมดเหตุผลที่ต้องหยุดอัพเดท ให้ย้อนค่าที่เปลี่ยนไว้ให้ครบ ตามวิธีที่ใช้

วิธีที่ใช้ วิธีเปิดกลับ
Pause updates Settings > Windows Update กด Resume updates
Active hours ไม่ต้องเปิดกลับ เพราะไม่ได้ปิดอัพเดท จะเปลี่ยนเป็น Automatically ก็ได้
Metered connection ปิดสวิตช์ Metered connection ในหน้าเครือข่ายนั้น
Group Policy เปิดนโยบายที่แก้ไว้ เลือก Not Configured แล้วกด OK และรีสตาร์ท
Services เปิด services.msc ดับเบิลคลิก Windows Update ตั้ง Startup type เป็น Manual แล้วกด Start

ค่าเริ่มต้นของบริการ Windows Update ใน Windows 10 และ 11 คือ Manual (Trigger Start) ไม่ใช่ Automatic ตั้งเป็น Manual ก็พอ Windows จะเรียกใช้เองเมื่อถึงเวลา จากนั้นไปที่ Settings > Windows Update แล้วกด Check for updates เพื่อดึงอัพเดทที่ค้างไว้

ถ้ากด Check for updates แล้วขึ้น error

รีสตาร์ทเครื่องหนึ่งครั้งก่อน แล้วลองใหม่ ถ้ายังไม่ได้ ใช้ Settings > System > Troubleshoot > Other troubleshooters แล้วรัน Windows Update ถ้าปัญหาหนักจนใช้งานไม่ได้ อาจต้องพิจารณา ลง Windows ใหม่ เป็นทางสุดท้าย

คำถามที่พบบ่อย

ปิดอัพเดท Windows 10 ถาวรได้ไหม

ทำได้ผ่าน Group Policy หรือ Services แต่ไม่แนะนำ เพราะเครื่องจะไม่ได้แพตช์ความปลอดภัย และ Windows อาจเปิดบริการกลับเอง วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือ Pause updates ซึ่งหยุดได้ครั้งละ 35 วัน

Windows 11 Home ไม่มี gpedit ทำยังไง

รุ่น Home ไม่มี Group Policy Editor ให้ใช้ Pause updates, Active hours และ Metered connection แทน ซึ่งครอบคลุมเหตุผลที่คนส่วนใหญ่อยากปิดอัพเดท

Pause updates ได้นานสุดกี่วัน

สูงสุด 35 วันนับจากวันปัจจุบัน เมื่อครบแล้วต้องติดตั้งอัพเดทล่าสุดก่อนจึงหยุดรอบใหม่ได้ เครื่อง Windows 11 ที่ได้หน้าตั้งค่าแบบใหม่สามารถขยายเวลาก่อนครบกำหนดได้หลายครั้ง

ปิดอัพเดทแล้ว Microsoft Defender ยังอัพเดทไหม

Defender ใช้ช่องทางอัพเดทที่เกี่ยวข้องกับ Windows Update ถ้าปิดบริการ Windows Update การอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสอาจหยุดไปด้วย เป็นอีกเหตุผลที่ไม่ควรปิดยาว

หยุดอัพเดทใหญ่แต่ยังรับแพตช์ความปลอดภัยได้ไหม

ได้ในรุ่น Pro ด้วยนโยบาย Select when Preview Builds and Feature Updates are received ซึ่งเลื่อนอัพเดทใหญ่ได้สูงสุด 365 วัน โดยยังได้อัพเดทรายเดือนตามปกติ

ปิดอัพเดทแล้วเครื่องจะเร็วขึ้นไหม

โดยทั่วไปไม่ได้ทำให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจลดการใช้เน็ตและดิสก์ช่วงที่ดาวน์โหลดเท่านั้น ถ้าเครื่องช้าควรตรวจสาเหตุอื่น เช่น โปรแกรมเปิดพร้อมเครื่องหรือพื้นที่ดิสก์ใกล้เต็ม

ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ชื่อเมนูและตัวเลือกอาจต่างกันตามเวอร์ชันและ build ของ Windows หากไม่แน่ใจให้ตรวจกับเอกสารของ Microsoft อีกครั้ง การปิดอัพเดทเป็นความเสี่ยงที่ผู้ใช้ต้องตัดสินใจเอง

บทความล่าสุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

แนะนำ

Windows 10 ปี 2026: หมดซัพพอร์ตแล้วใช้ต่อได้ไหม ESU ถึงปี 2027 ดาวน์โหลด ISO และ Home กับ Pro

สถานะ Windows 10 ณ ตุลาคม 2026 หมดซัพพอร์ตแล้วแต่ยังรับแพตช์ผ่าน ESU ได้ถึง 12 ตุลาคม 2027 พร้อมวิธีดาวน์โหลด ISO จาก Microsoft ความต่าง Home กับ Pro และคำแนะนำว่าควรใช้ต่อหรืออัปเกรด

คอมช้า เกิดจากอะไร วิธีแก้คอมช้า Windows 10/11 ด้วยตัวเอง 2026

รวมสาเหตุที่ทำให้คอมช้าและวิธีแก้ทีละขั้นด้วยเครื่องมือที่มีใน Windows ตั้งแต่ Task Manager ไปจนถึงการตัดสินใจอัปเกรด SSD แรม หรือรีเซ็ตเครื่อง

ตั้งเวลาปิดคอม Windows 10/11 ด้วยคำสั่ง shutdown และตั้งปิดทุกวัน (2026)

วิธีตั้งเวลาปิดคอมบน Windows 10 และ 11 ด้วยคำสั่ง shutdown ผ่าน Run หรือ CMD พร้อมตารางนาทีเป็นวินาที วิธียกเลิก ทำปุ่มลัด และตั้งปิดทุกวันด้วย Task Scheduler รวมถึงวิธีบน Mac

ปรับแสงหน้าจอคอม Windows 11/10 โน้ตบุ๊กและคอมตั้งโต๊ะ ทำได้ทุกแบบ (2026)

รวมวิธีปรับแสงหน้าจอคอมบนโน้ตบุ๊กและคอมตั้งโต๊ะ ทั้งใน Windows 11, Windows 10 ปุ่มบนจอ Night light HDR และโปรแกรมการ์ดจอ พร้อมวิธีแก้เมื่อแถบปรับแสงหายไป

อัดหน้าจอคอม Windows 11/10 และ Mac มีเสียง ครบทุกวิธี ไม่ต้องลงโปรแกรม (2026)

รวมวิธีอัดหน้าจอคอมบน Windows 11, Windows 10 และ Mac ทั้งเครื่องมือที่ติดมากับเครื่องและ OBS Studio พร้อมวิธีอัดให้มีเสียง ที่เก็บไฟล์ และวิธีแก้ปัญหาที่เจอบ่อย

ล้างเครื่อง Windows 11 และ Windows 10 ปี 2026: รีเซ็ตเครื่องด้วย Reset this PC และ format คอมด้วย USB

วิธีล้างเครื่อง Windows 11 และ Windows 10 ด้วย Reset this PC ทีละขั้น ตั้งแต่สำรองข้อมูล เก็บ BitLocker recovery key เลือกตัวเลือกให้ถูก ไปจนถึงการลงใหม่ด้วย USB และสิ่งที่ต้องทำหลังรีเซ็ต